Author Topic: น้ำมันปลากับน้ำมันตับปลา  (Read 43515 times)

0 Members และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

Offline >>+ZeRo [X] +<<

  • ปี 2
  • **
  • Posts: 79
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
  • ความล้มเหลวคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
    • View Profile
คือผมอยากรู้ว่าอย่างไหนเหมาะกับตัวผมมากกว่ากัน และมันสมควรที่จะกินไหม(แต่ตอนนี้ผมกินน้ำมันปลาอยู่นะคับ) และถ้ากินแล้วให้โทษ หรือป่าว และเหมาะสมกับวัยไหมคับ (ผมอายุ 15 คับ) จุดประสงค์การกินของผมคือเพือบำรุงสมองและการจดจำต่างๆ พี่ๆผู้รู้ช่วยทีนะคับ  ???

ยู-บาสเกตบอล ดอท คอม


Offline zhaoyunhero

  • ปี 4
  • *****
  • Posts: 1037
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +1/-0
  • Gender: Male
    • View Profile
    • Email
น้ำมันปลาสกัดมาจาก เนื้อปลาครับ มีกรดไขมันโอเมก้า3และDHAครับช่วยป้องกันการสะสมของไขมันใต้ผนังหลอดเลือดง่ายๆคือช่วยเรื่องการลดคอเรสตอรอลอะครับ
แต่น้ำมันตับปลาคล้ายๆว่าจะช่วยในเรื่องเสริมสร้างกระดูกหรือเปล่าไม่ค่อยแน่ใจครับ

Offline FishAndChips

  • Global Moderator
  • ปี 4
  • *******
  • Posts: 3238
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +47/-0
    • View Profile
น้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลาต่างกันอย่างไร

 • น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท
เฮอร์ริ่งนิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี
ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้ง ฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ

น้ำมันตับปลานั้นส่วนใหญ่จะมีปริมาณวิตามิน เอ และดี ในปริมาณที่สูง และได้น้ำมันด้วย หากได้รับวิตามินเกินขนาด
โดยเฉพาะวิตามินเอและดี ก็อาจเกิดพิษจาก การสะสมวิตามินเกินความจำเป็น โดยมีอาการความดันในสมองสูง ปวดศีรษะ
หิวน้ำ และปัสสาวะบ่อย ฯลฯ เป็นผลข้างเคียง ที่เกิดจากการรับประทานเกินขนาด

 • น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ
ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้
โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า3 คือ
        - Eicosapentaenoic acid (EPA)
        - Docosahexaenoic acid (DHA)

สำหรับประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า3 ในทางการแพทย์คือ สามารถลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ใช้ในปริมาณสูงถึง 2 กรัมต่อวัน)
การใช้ลดการอักเสบในคนไข้โรครูมาตอยด์ที่มีอาการปวดข้อ การใช้เพื่อลดอาการคันและอักเสบในคนไข้โรคสะเก็ดเงิน
ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประโยชน์ของ DHA กับการพัฒนาสมองและดวงตา
โดยมีการนำ DHA ไปเสริมในนมสำหรับทารก หรือหญิงมีครรภ์ การใช้ในโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่พบในผู้สูงอายุ

จะปลาเล็ก..ปลาน้อย..ปลาตัวโต หากเรารับประทานปลาเป็นประจำ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไขมันอุดตันก็จะน้อยกว่าคนทั่วไป
ที่สำคัญ ยังมีผลวิจัยว่าสาร DHA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะในส่วนของความจำ และการเรียนรู้ เพราะสาร DHA
จะเข้าไปเสริมสร้างความเจริญเติบโต ของปลายประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณ ผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้
เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแพง ๆ มารับประทาน เพราะแค่ปลาสด ๆ ที่วางขายในตลาดแถวบ้าน เช่น ปลาทู
ปลาตะเพียน ก็มีสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว

รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
       1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น
น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
       2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
       3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม

       * ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย
และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง

ควรทานดีหรือไม่???

อาหารเสริม คือ อาหารที่เสริมนอกเหนือ จากอาหารมื้อหลักของเรา ส่วนใหญ่ใช้ในคนที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
แต่ถ้ารับประทานอาหารเพียงพอ และครบถ้วนแล้ว การทานอาหารเสริมก็ไม่จำเป็น (ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพงๆ)

ในการสร้างเซลสมอง ร่างกายจำเป็นที่จะต้องใช้ไขมัน 2 ชนิดคือ Omega-3 และ DHA ซึ่งเราพบมากในน้ำมันปลา
(และในอาหารอื่นๆอีกหลายชนิด) แล้วเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ DHA เพื่อสร้างเซลสมองต่อไป

ซึ่งกระบวน การสร้างเซลสมองนี้ เกิดขึ้นในช่วงเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ขวบ (สมอง เติบโตช่วงทารก - 5ขวบ
หัวใจ เติบโตทารก - 20ปี) ดังนั้นคนที่อายุมากกว่านี้ กินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก (แต่อาจจะได้ประโยชน์ในเรื่องของช่วย
ลดไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ)

ส่วนใหญ่จะใช้บำรุงเด็กเล็กๆ หรืออยู่ตั้งแต่ในครรภ์ โดยในอาหารเด็กหลายยี่ห้อ จะมีการผสมน้ำมันปลาลงไปด้วย
แต่จากการศึกษาแล้วพบว่า น้ำมันปลามีส่วนช่วยเรื่องความจำได้ในช่วงระยะเวลา สั้นๆเท่านั้น ไม่ได้ช่วยก่อให้เกิดเด็กที่ฉลาดกว่าปกติ
แต่อย่างใด และในเด็กเล็กๆ บางคนที่ไม่แข็งแรง ก็อาจแพ้สารพิษจากน้ำมันปลาได้
       
สมองที่ดี อยู่บนร่างกายที่แข็งแรงครับ ฉะนั้นทำร่างกายเราให้แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอและครบ 5 หมู่
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้มีสุขภาพที่ดี โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อที่ไหน จากนั้นเรื่องความจำและสมอง
ให้หมั่นคิดบ่อยๆ ทำแบบฝึกหัด ยิ่งทำเยอะ ยิ่งเข้าใจ อ่านหนังสือ ไม่มีอะไรเกินความพยายามนะครับ

ส่วนเรื่องความจำ ทำยังไงถึงจะจำได้ สมมติว่าน้องต้องอ่านหนังสือ และต้องจำให้ได้เพื่อไปสอบ
ให้ใช้วิธี อ่าน พูด เขียน รอบแรกอ่านหนังสือไป เข้าใจบ้างไม่เข้าบ้างก็ไม่เป็นไร รอบที่สอง
ไปพูด จับกลุ่มทบทวนเพื่อนๆ หรือรอบที่สาม คือ เขียน อ่านไปบทนึง แล้วลองบันทึกใจความสำคัญต่างๆ
ทำเรื่อยๆ ไปทีละบท จากนั้นก็อ่านบททวนที่เราเขียนอีกครั้ง ถ้าอยากจำได้ ความจำดี ต้องหมั่นทบทวน
ยิ่งเราอ่านหลายรอบ ผ่านตาหลายรอบ ได้พูด ได้เขียน สมองจะยิ่งจำได้  ;D

Offline >>+ZeRo [X] +<<

  • ปี 2
  • **
  • Posts: 79
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
  • ความล้มเหลวคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
    • View Profile
น้ำมันตับปลา กับน้ำมันปลาต่างกันอย่างไร

 • น้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) สกัดจากตับของปลาทะเล เช่นปลาคอด แฮลิบัท
เฮอร์ริ่งนิยมรับประทานเพื่อเสริมวิตามินเอ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเยื่อบุผิวให้เป็นปกติ นอกจากนี้ยังมีวิตามินดี
ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมรวมทั้ง ฟอสฟอรัสบริเวณลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้การสร้างกระดูกเป็นไปอย่างปกติ

น้ำมันตับปลานั้นส่วนใหญ่จะมีปริมาณวิตามิน เอ และดี ในปริมาณที่สูง และได้น้ำมันด้วย หากได้รับวิตามินเกินขนาด
โดยเฉพาะวิตามินเอและดี ก็อาจเกิดพิษจาก การสะสมวิตามินเกินความจำเป็น โดยมีอาการความดันในสมองสูง ปวดศีรษะ
หิวน้ำ และปัสสาวะบ่อย ฯลฯ เป็นผลข้างเคียง ที่เกิดจากการรับประทานเกินขนาด

 • น้ำมันปลา (Fish Oil) เป็นน้ำมันที่สกัดจากเนื้อ หนัง หัว และหางปลาทะเล อาทิ
ปลาซาร์ดีน ปลาเฮอร์ริ่ง ปลาแมคคอเรล ปลาแซลมอน ปลาทูน่า น้ำมันปลามีกรดไขมันที่ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างเองได้
โดยเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (Polyunsaturated Fatty Acid) หรือ PUFA 2 ชนิด ในกลุ่มโอเมก้า3 คือ
        - Eicosapentaenoic acid (EPA)
        - Docosahexaenoic acid (DHA)

สำหรับประโยชน์ของกรดไขมันโอเมก้า3 ในทางการแพทย์คือ สามารถลดอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด (ใช้ในปริมาณสูงถึง 2 กรัมต่อวัน)
การใช้ลดการอักเสบในคนไข้โรครูมาตอยด์ที่มีอาการปวดข้อ การใช้เพื่อลดอาการคันและอักเสบในคนไข้โรคสะเก็ดเงิน
ซึ่งเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่มีอาการอักเสบร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประโยชน์ของ DHA กับการพัฒนาสมองและดวงตา
โดยมีการนำ DHA ไปเสริมในนมสำหรับทารก หรือหญิงมีครรภ์ การใช้ในโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ที่พบในผู้สูงอายุ

จะปลาเล็ก..ปลาน้อย..ปลาตัวโต หากเรารับประทานปลาเป็นประจำ ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจหรือไขมันอุดตันก็จะน้อยกว่าคนทั่วไป
ที่สำคัญ ยังมีผลวิจัยว่าสาร DHA มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะในส่วนของความจำ และการเรียนรู้ เพราะสาร DHA
จะเข้าไปเสริมสร้างความเจริญเติบโต ของปลายประสาทที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณ ผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้
เกิดการเรียนรู้ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องซื้อปลาแพง ๆ มารับประทาน เพราะแค่ปลาสด ๆ ที่วางขายในตลาดแถวบ้าน เช่น ปลาทู
ปลาตะเพียน ก็มีสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว

รับประทานน้ำมันปลาอย่างไรจึงจะปลอดภัย
       1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรด alpha – linolenic acid สูง เช่น
น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
       2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลา ประมาณ 1,000 มิลลิกรัม/วัน
       3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2 – 4 กรัม

       * ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนเพื่อความปลอดภัย
และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้ระดับวิตามินอีในร่างกายลดลง

ควรทานดีหรือไม่???

อาหารเสริม คือ อาหารที่เสริมนอกเหนือ จากอาหารมื้อหลักของเรา ส่วนใหญ่ใช้ในคนที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน
แต่ถ้ารับประทานอาหารเพียงพอ และครบถ้วนแล้ว การทานอาหารเสริมก็ไม่จำเป็น (ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพงๆ)

ในการสร้างเซลสมอง ร่างกายจำเป็นที่จะต้องใช้ไขมัน 2 ชนิดคือ Omega-3 และ DHA ซึ่งเราพบมากในน้ำมันปลา
(และในอาหารอื่นๆอีกหลายชนิด) แล้วเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของ DHA เพื่อสร้างเซลสมองต่อไป

ซึ่งกระบวน การสร้างเซลสมองนี้ เกิดขึ้นในช่วงเด็กทารกจนถึงอายุประมาณ 5 ขวบ (สมอง เติบโตช่วงทารก - 5ขวบ
หัวใจ เติบโตทารก - 20ปี) ดังนั้นคนที่อายุมากกว่านี้ กินไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก (แต่อาจจะได้ประโยชน์ในเรื่องของช่วย
ลดไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ)

ส่วนใหญ่จะใช้บำรุงเด็กเล็กๆ หรืออยู่ตั้งแต่ในครรภ์ โดยในอาหารเด็กหลายยี่ห้อ จะมีการผสมน้ำมันปลาลงไปด้วย
แต่จากการศึกษาแล้วพบว่า น้ำมันปลามีส่วนช่วยเรื่องความจำได้ในช่วงระยะเวลา สั้นๆเท่านั้น ไม่ได้ช่วยก่อให้เกิดเด็กที่ฉลาดกว่าปกติ
แต่อย่างใด และในเด็กเล็กๆ บางคนที่ไม่แข็งแรง ก็อาจแพ้สารพิษจากน้ำมันปลาได้
       
สมองที่ดี อยู่บนร่างกายที่แข็งแรงครับ ฉะนั้นทำร่างกายเราให้แข็งแรง ทานอาหารเพียงพอและครบ 5 หมู่
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้มีสุขภาพที่ดี โดยไม่ต้องเสียเงินไปซื้อที่ไหน จากนั้นเรื่องความจำและสมอง
ให้หมั่นคิดบ่อยๆ ทำแบบฝึกหัด ยิ่งทำเยอะ ยิ่งเข้าใจ อ่านหนังสือ ไม่มีอะไรเกินความพยายามนะครับ

ส่วนเรื่องความจำ ทำยังไงถึงจะจำได้ สมมติว่าน้องต้องอ่านหนังสือ และต้องจำให้ได้เพื่อไปสอบ
ให้ใช้วิธี อ่าน พูด เขียน รอบแรกอ่านหนังสือไป เข้าใจบ้างไม่เข้าบ้างก็ไม่เป็นไร รอบที่สอง
ไปพูด จับกลุ่มทบทวนเพื่อนๆ หรือรอบที่สาม คือ เขียน อ่านไปบทนึง แล้วลองบันทึกใจความสำคัญต่างๆ
ทำเรื่อยๆ ไปทีละบท จากนั้นก็อ่านบททวนที่เราเขียนอีกครั้ง ถ้าอยากจำได้ ความจำดี ต้องหมั่นทบทวน
ยิ่งเราอ่านหลายรอบ ผ่านตาหลายรอบ ได้พูด ได้เขียน สมองจะยิ่งจำได้  ;D


ขอบคุณมากๆคับ อธิบายซะกระจ่างเลยย มีประโยชน์มากเลย แล้วสรุปผมกินวันละเม็ดจะโอเคป่ะคับ(มันจะถือว่ามากไป ฤ ป่าว เพราะเห็นที่พี่บอกคนธรรมดาให้กินแค่ 2 เม็ดต่อสัปดาห์เอง) กินแค่มื้อเช้ามื้อเดียวเพราะแม่ซื้อมาแล้วไม่กินมันก้เสียดายเงินเหมือนกัน(แม้จะไม่ได้จ่ายเองก้ตาม อิอิ)

Offline FishAndChips

  • Global Moderator
  • ปี 4
  • *******
  • Posts: 3238
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +47/-0
    • View Profile
ขอบคุณมากๆคับ อธิบายซะกระจ่างเลยย มีประโยชน์มากเลย แล้วสรุปผมกินวันละเม็ดจะโอเคป่ะคับ(มันจะถือว่ามากไป ฤ ป่าว เพราะเห็นที่พี่บอกคนธรรมดาให้กินแค่ 2 เม็ดต่อสัปดาห์เอง) กินแค่มื้อเช้ามื้อเดียวเพราะ แม่ซื้อมาแล้วไม่กินมันก้เสียดายเงินเหมือนกัน(แม้จะไม่ได้จ่ายเองก้ตาม อิอิ)

การกินน้ำมันปลาในปริมาณที่มากเกินควร อาจทำให้มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ร่างกายมีกลิ่นคาวปลา
บางรายพบมีเลือดออกไม่หยุด หรือเลือดหยุดไหลช้ากว่าปกติ กรณีเกิดบาดแผล
บางคนอาจเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ ผู้ที่จะได้รับการผ่าตัดใหญ่ หรือสตรีมีครรภ์ ใกล้คลอดภายใน 1-2 เดือน
ควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ ในกรณีของผู้ที่รับประทานน้ำมันปลา ในรูปของน้ำมันตับปลามาก ๆ อาจ
เกิดอาการพิษจากวิตามินเอ และวิตามินดี นอกจากนี้ผู้ที่รับประทานน้ำมันปลาเสริมในอาหาร โดยไม่ลดไขมันจากแหล่งอื่น
ทำให้เกิดโรคอ้วนได้

สำหรับอาการไม่พึงประสงค์ ที่อาจเกิดจากการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูงเป็นเวลานาน มีดังต่อไปนี้
- ในผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเภทไม่พึ่งอินซูลิน อาจมีระดับน้ำตาลในเลือดอาจสูงขึ้น
- ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง อาจสร้างปัญหาให้กับผู้ป่วยที่จะเข้ารับการผ่าตัด หญิงตั้งครรภ์ที่กำลังจะคลอดบุตร
  หรือผู้มีปัญหาโรคเลือด หากเสริมน้ำมันปลาปริมาณมากเกินไป อาจทำให้แผลหายช้า เกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุดได้
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
- ท้องอืด อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน
-- การรับประทานน้ำมันปลาในขนาดสูงมากๆ อาจทำให้ร่างกายมีกลิ่นปลาได้
ทั้งนี้ผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้น้ำมันปลาแต่ละยี่ห้อแตกต่างกัน ดังนั้นหากเกิดอาการไม่พึงประสงค์อาจลองเปลี่ยนยี่ห้อได้

น้ำมันปลา (fish oil) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากเนื้อและหนังปลาทะเลน้ำลึกหลายชนิด
น้ำมันปลาที่สกัดได้เป็นไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ มีกรดไขมันเป็นองค์ประกอบหลายชนิด
โดยมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงชนิดโอเมก้า-3 ที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ EPA (Eicosapentaenoic acid)
และ DHA (Docosahexaenoic acid) กรดไขมันจำเป็นกลุ่มโอเมก้า-3 นี้ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้
จำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารเข้าไป

ปริมาณกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 ที่ร่างกายต้องการต่อวัน คือ ประมาณ 250-300 มิลลิกรัมต่อวัน
หรือเท่ากับการรับประทานปลาทะเลสัปดาห์ละ 2 มื้อ ส่วนขนาดที่ใช้ในภาวะต่างๆ ต่างกัน เช่น
ในการป้องกันโรคหัวใจและอาการแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง คือ 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน อย่างไรก็ตาม
เพื่อหลีกเลี่ยงอาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย ที่อาจเกิดจากการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง
ให้แบ่งรับประทานเป็น 1,000 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง ขนาดที่ใช้ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์คือ 6,000
มิลลิกรัมต่อวัน เป็นต้น หญิงให้นมบุตรที่รับประทานน้ำมันปลา ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กที่ได้รับน้ำนม
ส่วนในเด็กเล็กไม่แนะนำ ให้รับประทานนำมันปลาในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หากต้องการให้เด็กได้รับ
กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 มากๆ ควรให้เด็กรับประทานในรูปอาหารดีกว่า

หากร่างกายเราต้องการกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 ควรรับประทานเนื้อปลาทะเลแทนจะดีกว่า
เพราะน้ำมันปลาจะแทรกซึมอยู่ในเนื้อเยื่อของปลา ดังนั้นการกินปลาทะเล 200-300 กรัม
ต่อวัน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะสามารถเพิ่มกรดไขมันโอเมก้า 3 ในอาหารได้ถึง 0.2-5.0 กรัมต่อวัน
ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพ ทั้งยังได้โปรตีนอีกด้วย

โอเมก้า 3 จะมีมากในปลาที่อยู่ในทะเลลึก ปลาไทยๆ ของเราก็มี และในปลาทู ปลาช่อน ปลาตาเดียว
ปลากะพงก็มี ในปลาทูจะมีปริมาณมากกว่าปลาทูน่าด้วยซ้ำ ตรงส่วนที่มีมากคือตรงส่วนหัว และปริมาณจะ
ลดลงไปตามลำดับ ส่วนหางจะมีน้อยที่สุด การเอาปลามาทำอาหารกินเป็นประจำก็จะได้โอเมก้า 3 ที่อร่อยๆ จากปลา

ถ้าพูดกันตามหลักการ ก็คือ ปริมาณกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 ที่ร่างกายต้องการต่อวัน คือ
ประมาณ 250-300 มิลลิกรัมต่อวัน ฉะนั้นน้องควรไปดูที่ข้างขวดบรรจุ ว่าปริมาณเท่าไหร่ต่อ 1 เม็ด
ถ้าปริมาณมันมากกว่าเกณฑ์เยอะ ก็แบ่งกิน อาทิตย์ละ 2 ครั้ง แต่ถ้าปริมาณต่อเม็ดมันประมาณนี้
ไม่ต่ำหรือเกินกว่าเกณฑ์มากเท่าไหร่ ก็สามารถทานวันละเม็ดได้ และถ้ากินวันละเม็ด แล้วไม่อยากอ้วน
ก็ต้องหมั่นออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพราะน้ำมันปลา ไม่ว่าจะเป็นไขมันดี หรือไขมันเลว
ถ้าขึ้นว่าไขมันแล้ว พลังงานคูณด้วย 9 เหมือนกันหมด คือให้พลังงานแคลอรี่สูงนั่นเอง   ;D




Offline จอมโจรหัวใจไม่ลวงโลก

  • ปี 3
  • ****
  • Posts: 446
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +1/-0
  • Gender: Male
  • ด.ช. บาส
    • MSN Messenger - cupid_hunter@hotmail.com
    • View Profile
    • Email
ความเห็นส่วนตัวผมเฉยๆนะ...

ผมว่าพี่จขกท.ไม่ค่อยมีความจำเป็นหรอกครับ เพราะด้วยในวัยนี้ถ้าเรากินอาหารให้ครบห้าหมู่ ออกกำลังกายเสม่ำเสมอ ใช้ได้แล้วครับ
แต่ถ้าเพื่อเพิ่มความมั่นใจ อยากกินก้อไม่เสียหลายนะ แต่ก้อพอประมาณหน่อยแล้วกัน

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสมองเราๆอ่ะนะ คือ ฝึก..หัดคิด หัดใช้สมองเยอะๆครับ
- ความคิดริเริ่มต่างๆ
- หัดแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อน
- หัดคิดที่จะค้นคว้าหาความรู้ต่างๆเข้าสมอง ด้วยตัวเอง
***สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยเพิ่มรอยหยักในสมอง ทำให้เราฉลาดขึ้นจริงๆนะครับ มันสำคัญกว่า (ดีกว่าการมานั่งจำเอาอย่างเดียว หรือทำตามเค้าเรื่อยไป เพราะคิดเองไม่เป็น!) มันเป็นการฝึกกระบวนการคิดของสมองเราอ่ะครับ
*****ส่วนเรื่องการจำ ก้ออย่างที่บอกข้างต้นให้กินอาหารให้ครบห้าหมู่+ออกกำลังกายสม่ำเสมอครับ

 ;D

Offline number777

  • ปี 3
  • ****
  • Posts: 336
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +1/-0
  • Gender: Male
    • MSN Messenger - kanjanasilp777@hotmail.com
    • View Profile
    • Email
ข้อมูลเยี่ยมมาก น้อง FishAndChips ^^

۩~•๐["ปัญหา" มีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้ "กลุ้ม"]๐•~۩
พระองค์ทรงเป็น 'SOUL OF THE NATION' หรือ 'จิตวิญญาณของคนไทยทั้งชาติ '

Offline FishAndChips

  • Global Moderator
  • ปี 4
  • *******
  • Posts: 3238
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +47/-0
    • View Profile
ขอบคุณค่า ^^

Offline >>+ZeRo [X] +<<

  • ปี 2
  • **
  • Posts: 79
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
  • ความล้มเหลวคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
    • View Profile
ง่า เด่วหมดขวดนี้แล้วจาไม่ซื้อแล้ววล่ะ ฮร่าๆ(คงอีกนานกว่าจะหมด)พอดีม.3ใกล้จาสอบไล่ขึ้นม.4แล้วอ่ะ เลยอยากลองไปสอบที่เตรียมดูอ่ะคับ คุณแม่ก้เลยซื้อมาให้โดฟ แต่ผมเล่นบาสอยู่แล้วนะ ก้คงไม่น่ามีไขมันเท่าไหร่ แล้ววิตามินรวมอ่ะคับ ดีไหมอ่ะ และก้ขอบคุณสำหรับข้อมูลคับ

Offline FishAndChips

  • Global Moderator
  • ปี 4
  • *******
  • Posts: 3238
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +47/-0
    • View Profile
ง่า เด่วหมดขวดนี้แล้วจาไม่ซื้อแล้ววล่ะ ฮร่าๆ(คงอีกนานกว่าจะหมด)พอดีม.3ใกล้จาสอบไล่ขึ้นม.4แล้วอ่ะ เลยอยากลองไปสอบที่เตรียมดูอ่ะคับ คุณแม่ก้เลยซื้อมาให้โดฟ แต่ผมเล่นบาสอยู่แล้วนะ ก้คงไม่น่ามีไขมันเท่าไหร่ แล้ววิตามินรวมอ่ะคับ ดีไหมอ่ะ และก้ขอบคุณสำหรับข้อมูลคับ


อาหารเสริม คือ อาหารเสริมจากมื้อหลัก ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารจากมื้อหลักเพียงพอแล้ว
อาหารเสริมก็ไม่จำเป็นครับ ผู้ที่ควรทานอาหารเสริม ได้แก่ ผู้ป่วย ผู้ที่ขาดสารอาหาร คนที่ขาดการพักผ่อนฯ

ถ้าน้องต้องโหมอ่านหนังสือหนัก ไม่ได้พักผ่อน หรืออยากทานจริงๆ จะทานก็ได้อ่ะครับ
แต่ไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนดไว้ หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เวลากินทานน้ำตามเยอะๆ

ทำไมต้องใช้วิตามินรวม  ลองอ่านดูนะครับ ^^
http://www.elib-online.com/doctors46/food_vitamin004.html


Offline >>+ZeRo [X] +<<

  • ปี 2
  • **
  • Posts: 79
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
  • ความล้มเหลวคือก้าวที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต
    • View Profile
ง่า เด่วหมดขวดนี้แล้วจาไม่ซื้อแล้ววล่ะ ฮร่าๆ(คงอีกนานกว่าจะหมด)พอดีม.3ใกล้จาสอบไล่ขึ้นม.4แล้วอ่ะ เลยอยากลองไปสอบที่เตรียมดูอ่ะคับ คุณแม่ก้เลยซื้อมาให้โดฟ แต่ผมเล่นบาสอยู่แล้วนะ ก้คงไม่น่ามีไขมันเท่าไหร่ แล้ววิตามินรวมอ่ะคับ ดีไหมอ่ะ และก้ขอบคุณสำหรับข้อมูลคับ


อาหารเสริม คือ อาหารเสริมจากมื้อหลัก ถ้าร่างกายได้รับสารอาหารจากมื้อหลักเพียงพอแล้ว
อาหารเสริมก็ไม่จำเป็นครับ ผู้ที่ควรทานอาหารเสริม ได้แก่ ผู้ป่วย ผู้ที่ขาดสารอาหาร คนที่ขาดการพักผ่อนฯ

ถ้าน้องต้องโหมอ่านหนังสือหนัก ไม่ได้พักผ่อน หรืออยากทานจริงๆ จะทานก็ได้อ่ะครับ
แต่ไม่ควรใช้เกินขนาดที่กำหนดไว้ หรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เวลากินทานน้ำตามเยอะๆ

ทำไมต้องใช้วิตามินรวม  ลองอ่านดูนะครับ ^^
http://www.elib-online.com/doctors46/food_vitamin004.html




ขอบคุณสำหรับทุกข้อมูลที่ช่วยตอบให้กระจ่างคับ

Offline •o.O Sakuragi O.o•

  • ปี 1
  • *
  • Posts: 38
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
  • Gender: Female
  • [SlamDunk]
    • MSN Messenger - rung_sukollawat@hotmail.com
    • View Profile
มาเก็บเกี่ยวความรู้

ขอบคุณนะคะ ^^

tonlew

  • Guest
ขอบคุณครับ  :o

Offline rdd22209

  • ปี 4
  • *****
  • Posts: 604
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
  • Gender: Male
  • www.metro-society.com เว็ปโปรดผมเข้ามาเลย
    • View Profile
    • Email
ตอนนี้ผมก็กินน้ำมันปลาครับ กิน3ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น ครับเฮ้อ

ยู-บาสเกตบอล ดอท คอม


Offline bring108

  • ปี 1
  • *
  • Posts: 1
  • คำขอบคุณจากเพื่อน +0/-0
    • View Profile
    • น้ำมันตับปลา
    • Email
ขอบคุณครับ